ข้อแตกต่างระหว่างลงติวสอบieltsหรือเตรียมตัวอ่านหนังสือด้วยตัวเอง

สำหรับการสอบวัดผลภาษาอังกฤษที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับกลุ่มที่ต้องการศึกษาต่อต่างประเทศโดยเพราะส่วนใหญ่มหาวิทยาลัยจะดูผลสอบ ielts ก่อนที่จะรับเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และการเข้าทำงานในบางที่ฝ่ายบุคคลมีการขอคะแนน ielts เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาในการเข้าทำงาน ดังนั้นการสอบieltsจึงมีความสำคัญต่อผู้ที่ต้องการความก้าวหน้าในอนาคต

 

 

สำหรับผู้ที่ต้องการสอบวัดผลและต้องการได้คะแนนที่ดี อาจจะลังเลใจว่าควรลงติวคอร์สเตรียมสอบ ielts หรืออ่านหนังสือด้วยตัวเองดี วันนี้ทางเราจึงมีรายละเอียดในส่วนนี้ แนะนำเพื่อเป็นทางเลือกในการพิจารณาเริ่มกันที่การลงคอร์สเตรียมสอบ  ielts โดยในปัจจุบันนี้มีมีสถาบันเปิดให้บริการในส่วนนี้มากมายเราสามารถเลือกผู้ให้บริการได้ตามใจชอบแต่วิธีที่ดีที่สุดคือการหารีวิวของผู้ที่เคยเข้าเรียนมาแล้ว

 

เพื่อเช็คว่าเรียนที่นี่ได้คะแนนสอบดีหรือไม่และการเรียนการสอนเป็นอย่างไร ข้อดีคือเราได้ผู้เชี่ยวชาญในการสอนและแนะนำแนวทางได้อย่างถูกต้อง มีการจงเจาะลงรายละเอียดเพื่อให้เราสามารถกลับมาทบทวนได้ตรงจุด วิธีนี้เหมาะสำหรับคนที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษติดตัวมาบ้างเพื่อให้ขณะเรียนสามารถเรียนทันเพื่อนๆในห้อง ส่วนข้อเสียจะมีค่าใช้จ่ายในการเรียนซึ่งในบางท่านอาจจะไม่พร้อมที่จะเสียเงินเรียนคอร์สเตรียมสอบ ielts

สำหรับอีกหนึ่งวิธีคือการเตรียมตัวสอบด้วยตัวเองสำหรับวิธีนี้อาจจะต้องใช้ความอึดและอดทนมากหน่อยเพราะเราต้องทำการทบทวนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น การพูด การอ่าน การเขียน การฟัง โดยในปัจจุบันมีเว็บไซด์มากมายที่ให้คำแนะนำและแนวทางข้อสอบ ielts รวมถึงการแชร์ประสบการณ์จากผู้ที่ต้องการสอบและได้รับคะแนนที่ดี ข้อดีของการเตรียมตัวสอบ   ielts ด้วยตัวเองคือสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายไม่ต้องเสียค่าติว สามารถเรียนด้วยตัวเองแบบค่อยเป็นค่อยไปแต่ข้อเสียคือเราอาจจะจับจุดแนวทางข้อสอบหรือเทคนิคที่ในการอ่านให้ตรงจุดเพื่อคะแนนที่ดี

 

ตามข้อมูลรายละเอียดที่ได้แจ้งมาแล้วนั้น สำหรับทั้ง 2 วิธีต่างมีเทคนิคที่แตกต่างกันพร้อมกับมีข้อดีข้อเสียที่ไม่เหมือนกันแต่ทั้ง2วิธีต่างมีผลลัพธ์และจุดมายปลายทางเดียวกันนั้นคือเพื่อให้เราสามารถทำคะแนน ielts ให้ได้คะแนนที่ดีที่สุด สำหรับใครที่กำลังมองหาวิธีสอบ ielts ให้ได้คะแนนสูงและยังไม่สามารถตัดสินใจได้ สามารถนำข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นเพื่อเป็นใช้พิจารณาพร้อมประกอบตัดสินใจว่าพร้อมใช้วิธีไหนระหว่างการลงเรียนคอร์สเพื่อเตรียมตัวสอบ ielts หรือใช้วิธีทบทวนตำรา ฝึกทบทวนข้อสอบฟัง พูด อ่านเขียน ด้วยตัวเอง

Credit : https://www.ielts.idp.co.th/

กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์

ปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่า “ออนไลน์” นั้นเข้ามาเป็นสิ่งสำคัญในการดำเนินชีวิตของมนุษย์ภายในสังคมเป็นอย่างมาก เทคโนโลยีและโลกของอินเทอร์เน็ตสามารถที่จะเชื่อมต่อกันอย่างง่ายดายเพียงแค่การคลิก ส่งผลให้มนุษย์เปลี่ยนแปลงลักษณะของการใช้ชีวิต มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น นอกจากจะติดต่อสื่อสารผ่านทางออนไลน์ การค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ต่างๆ สิ่งหนึ่งที่พบได้มากที่สุดเลยก็คือ การซื้อขายของออนไลน์ ธุรกิจออนไลน์ต่างๆที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา สั่งซื้อ จัดส่ง ชำระเงินได้อย่างสะดวกและรวดเร็วทันใจ และเมื่อยิ่งธุรกิจออนไลน์ขยายเพิ่มขึ้นแค่ไหน เจ้าของธุรกิจและนักการตลาดก็ต้องหมั่นหากลยุทธ์ต่างๆเพื่อที่จะดึงดูดความสนใจจากลูกค้าให้สินค้าและแบรนด์ติดตลาด รวมไปถึงเพิ่มความมั่นคงและรากฐาน ป้องกันคู่แข่งที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน

 

กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ 2

เมื่อมีการทำธุรกิจและขายสินค้าผ่านทางออนไลน์จึงต้องมีการทำตลาดออนไลน์ที่จะต้องปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรมของลูกค้าและบุคคลทั่วไปในปัจจุบันและมีคู่แข่งมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเพื่อที่จะทำให้สินค้าและธุรกิจของคุณสามารถเป็นแบรนด์ที่ติดตลาดและได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง มียอดขายและกำไรที่พุ่งสูงขึ้น ก็ต้องรู้จักใช้กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ และนำคำว่า “ออนไลน์” มาใช้ให้เป็นประโยชน์มากที่สุด ด้วยเทคนิคต่อไปนี้

 

1.รู้จักธุรกิจตนเอง

สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำให้การทำการตลาดออนไลน์ ก็คือ รู้จักธุรกิจของตนเอง ว่าเราขายอะไร ต้องการขายให้ใคร กลุ่มเป้าหมายคือใคร และสามารถที่จะเจาะกลุ่มไหนเพื่อเป็นทางเลือกเพิ่มเติมในการซื้อขายได้หรือไม่ เมื่อคุณรู้สิ่งเหล่านี้ ก็จะสามารถวางแผนการตลาดได้ หาสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายสนใจ สิ่งที่กำลังเป็นที่นิยมและสามารถนำมาต่อยอดเข้ากับธุรกิจของเราได้ เพราะฉะนั้นอย่างแรกคือคุณต้องมองโจทย์ให้ออกมาตอนนี้คุณกำลังจะทำอะไร เพื่อที่จะทำให้คุณได้ศึกษาและวางแผนกลยุทธ์ได้ง่ายยิ่งขึ้น

 

2.รู้จัก “Social Network”

คุณจะต้องรู้จัก โซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) ที่ถือว่าเป็น “เครือข่ายสังคมออนไลน์” ที่จะเชื่อมโยงทุกคนทั่วโลกและทั่วประเทศไทยไว้ด้วยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศไทย ที่มีคนไทยจำนวนกว่า 14 ล้านคนนิยมใช้ Facebook เป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะพุ่งสูงขึ้นทุกวัน นอกจาก Facebook แล้วก็ยังมี Youtube,Line,Twitter หรือ Instagram ที่เรียกได้ว่าเป็นปัจจัยพื้นฐานสำหรับคนไทยในปัจจุบันเลยทีเดียว ให้คุณเข้าใจไว้ว่าทุกอย่างจะมุ่งเข้าสู่สังคมออนไลน์ เพราะฉะนั้นคุณจะรู้ว่าอะไรฮิต อะไรกำลังนิยม เพื่อที่จะเอามาต่อยอดได้มากที่สุด

 

3.ใช้กระแสจากผู้มีอิทธิพลในสังคมออนไลน์

ปัจจุบันนี้สิ่งที่มีอิทธิพลอย่างมากในสังคมออนไลน์ก็คือ บุคคลที่มียอดติดตามเป็นจำนวนมาก,เน็ตไอดอล,ดารานักแสดงหรือคนดังต่างๆ ที่จะมีส่วนร่วมและบทบาทในการสร้างกระแสและอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ติดตามและทำให้หลายๆคนสามารถที่จะคล้อยตามไปกับความคิดเขาเหล่านั้นได้ จะเห็นได้ชัดว่าเพจเฟซบุ๊ค หรือคนดังจากโลกออนไลน์สามารถที่จะขายสินค้าและมีคนสนใจในสิ่งที่เขารีวิว เรียกว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่จะเสริมสร้างความน่าเชื่อถือในการทำธุรกิจและเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดี

 

กลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์

 

 

4.มีช่องทางการติดต่อและแอพพลิเคชั่นที่หลากหลาย

ปัจจุบันนี้มีช่องทางการติดต่อทางโลกออนไลน์และแอพพลิเคชั่นต่างๆเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คุณสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ง่ายมากขึ้น เพราะฉะนั้นควรเพิ่มช่องทางเลือกในการติดต่อและแอพพลิเคชั่นต่างๆเพื่ออำนวยความสะดวกและสามารถพูดคุยกับลูกค้ามากขึ้นกว่าหน้าจอเดิมๆ หรือแอพพลิเคชั่นเดิมๆ เช่น Line,Instagram,Twitter,Facebook ,Messenger  เป็นต้น โปรดจำไว้ว่า ยิ่งคุณมีช่องทางในการสื่อสารมากแค่ไหน ก็จะทำให้คุณสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากเท่านั้น

 

5.ใช้ Social Network ให้เป็น

โซเชียลเน็ตเวิร์ค (Social Network) เป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่สามารถเชื่อมโยงเจ้าของธุรกิจ นักการตลาดหรือผู้ประกอบการกับลูกค้าให้สื่อสารกันง่ายขึ้น อีกทั้งยังมีการปรับแต่งและฟีเจอร์ใหม่ๆออกมามากมาย สิ่งที่คุณจะต้องทำคือการวางแผนและใช้โซเชียลมีเดียให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กระจายข้อมูลของตนเองและทำให้ธุรกิจเกิดการแชร์ให้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ปุ่มกดแชร์ ปุ่มกดไลค์ ที่จะสามารถกระจายธุรกิจหรือสินค้าของเราด้วยการสร้างคอนเทนต์หรือสิ่งต่างๆที่น่าสนใจในหมู่กว้าง มีการแชร์ต่อ ส่งต่อ และทำให้เข้าถึงผู้คนและเกิดกระแสมากขึ้นเรื่อยๆ

 

6.เชื่อมออนไลน์เข้าสู่ออฟไลน์

เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการตลาดออนไลน์มีความสำคัญต่อการธุรกิจ เพราะฉะนั้นให้คุณใช้ออนไลน์กระตุ้นและเชื่อมโยงโลกออฟไลน์หรือธุรกิจหน้าร้านให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการรับข้อมูลการซื้อขาย ผ่านทาง QR Code  ณ จุดขาย ,การโฆษณาหรือเชื่อมโยงส่วนลด โปรโมชั่นร้านอาหาร สินค้าต่างๆผ่านทางออนไลน์ จะทำให้คุณสามารถมีฐานลูกค้าที่ขยายมากขึ้นและเพิ่มยอดขายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

 

 

เรียกได้ว่าปัจจุบันนี้โลกออนไลน์เข้ามีผลต่อการตัดสินใจและกระตุ้นยอดขายของธุรกิจเป็นอย่างมาก เพื่อสร้างรากฐานลูกค้า เพิ่มยอดขายและกำไร รวมไปถึงป้องกันคู่แข่งที่มีสูงขึ้นทุกวัน คุณจะต้องรู้จักตามกระแส ปรับเปลี่ยนและศึกษาหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ต่างๆในการทำตลาดออนไลน์ เน้นความสะดวกสบาย รวดเร็ว เต็มไปด้วยทางเลือกที่ดีและน่าสนใจ และที่สำคัญคือ ทันสมัยและเข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ กลยุทธ์เหล่านี้จะทำให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จทั้งในโลกออนไลน์และโลกออฟไลน์แน่นอน

การทำอาหารเด็กที่ถูกต้องและเหมาะสมสำหรับลูกน้อย

การทำเมนูอาหารเด็กต่างๆสำหรับลูกน้อยนั้นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นป้อนอาหารเด็กวัย 6 เดือนไปจนถึง 3 ขวบ ที่จะต้องได้รับโภชนาการที่ดีเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการร่างกายและสติปัญญา เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่จะต้องรู้จักวิธีทำอาหารเด็กที่ถูกต้องและเหมาะสำหรับเพื่อที่จะทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ครบถ้วน สะอาด ปลอดภัยและเป็นผลดีต่อการเจริญเติบโตที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย สำหรับข้อแนะนำในการทำอาหารเด็ก สามารถปฏิบัติได้ดังต่อไปนี้

การทำอาหารสำหรับเด็ก

1.ควรเลือกวัตถุดิบในการปรุงเมนูอาหารเด็กที่มีความสดใหม่ และสะอาด ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ โดยใช้วิธีต่างๆในการล้างทำความสะอาด เช่น การแช่น้ำยาล้างผัก การแช่ในผงฟู หรือการใช้น้ำส้มสายชู เป็นต้น

 

2.ข้าวสุกสำหรับทำอาหารเสริมเด็กนั้นคุณแม่ควรที่จะใช้ข้าวกล้องบดที่จะมีทั้งแบบนำมาหุงให้ข้าวนิ่มและบดเองหรือข้าวกล้องบดสำเร็จรูปสำหรับเป็นอาหารเสริมโดยเฉพาะ โดยอาจจะนำมาผสมกับนมแม่ น้ำแกงจืดหรือน้ำซุปเพื่อที่จะเพิ่มสารอาหารให้ลูกได้ครบถ้วนมากยิ่งขึ้นและเพื่อไม่ให้ข้าวข้นจนเกินไป และค่อยๆเพิ่มปรับเปลี่ยนเมนูอาหารเด็กให้เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย

 

3.สำหรับน้ำซุปที่ผสมกับข้าวกล้องบดนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกเริ่มต้นจากน้ำซุปผักก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นน้ำซุปไก่และเนื้อสัตว์

 

4.ไม่ควรปรุงอาหารเด็กรสจัดหรือรสชาติเดียวกับผู้ใหญ่ อาหารในวัยเริ่มต้นของลูก ควรเป็นรสชาติธรรมชาติ เพราะระบบย่อยอาหารและลำไส้ของลูกยังไม่แข็งแรงมากนัก

 

5.สำหรับเมนูอาหารเด็กที่มีผักนั้นอาจจะใส่น้ำมันลงไปสักนิดนึ่งเพื่อเพิ่มรสชาติและช่วยเพิ่มสารอาหาร ซึ่งควรเป็นน้ำมันจากพืชเท่านั้น เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าว เป็นต้น

 

6.สำหรับอาหารเสริมสำหรับเด็กวัย 6 เดือนอย่าเพิ่งให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีเปลือก เช่น ปู กุ้ง รวมไปถึงไข่ ควรเริ่มเพิ่มอาหารเหล่านี้ในช่วงลูกอายุ 1 ขวบขึ้นไป โดยในช่วงเริ่มต้นนั้นควรเป็นข้าวกล้องบดผสมผักต่างๆหรือไข่แดง เนื้อปลาและเนื้อไก่ไปก่อน

 

7.สำหรับการปรับเปลี่ยนอาหารนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรให้อาหารเด็กแบบเดิมซ้ำกันประมาณ 5 วัน หลังจากนั้นก็ค่อยๆเปลี่ยนเป็นชนิดอื่นๆ เพื่อที่จะได้สังเกตว่าลูกแพ้อาหารเด็กชนิดไหน มีอาการท้องผูกหรือไม่ ลูกชอบอาหารแบบไหนมากที่สุด โดยยืนอาหารหลักเป็นข้าวกล้องบด

 

การทำอาหารเด็กในช่วงเริ่มต้นนั้นไม่ได้ยากมากนัก เพียงแค่คุณพ่อคุณแม่รู้จักคัดสรรสารอาหารที่ครบถ้วนและหลากหลาย รวมไปถึงปรุงเมนูอาหารที่ถูกต้องและหมั่นสังเกตการทานอาหารของลูกอยู่เสมอเพื่อที่จะทำให้เราสามารถรับมือและปรับเปลี่ยนการทำอาหารเด็กได้ดีและถูกปากลูกมากยิ่งขึ้น

แนวการแต่งตัวและเครื่องประดับของเด็ก Gen Y

ปัจจุบันนี้เชื่อว่าทุกคนจะต้องคุ้นเคยกับคำว่า “เด็ก Gen Y” เป็นอย่างดี Gen Y หรือ Generation Y, Why Generation   นั้นคือกลุ่มคนที่มีอายุ 19 – 28 ปี เกิดในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2523 – 2540 เป็นกลุ่มประชากรที่เกิดหลังยุค Extraordinary Generation  หรือ Generation X และ Gen X  โดยคนกลุ่มนี้ได้เติบขึ้นมาท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงและค่านิยมที่แตกต่างระหว่างรุ่นพ่อแม่ หรือรุ่นปูย่ายาย พร้อมทั้งรับเอาความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารและอินเทอร์เน็ตเข้ามาในชีวิตประจำวัน

สำหรับเด็ก Gen Y นั้นส่วนใหญ่จะมีลักษณะนิสัยที่เป็นตัวของตัวเองสูง รักอิสระ กล้าตัดสินใจ ไม่ชอบอยู่ในกรอบและมีความคิดสร้างสรรค์สูง อีกทั้งยังเป็นคนที่ไม่ตกยุค ทันสมัยอยู่เสมอ ชอบตามเทรนด์และมีความเป็นเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก เด็กยุค Gen Y ความมั่นใจในตัวเองสูง มีความคิดแหวกแนว สามารถที่จะประยุกต์นวัตกรรมใหม่ๆที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาประยุกต์ในชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว นอกจากนี้ยังหมั่นพัฒนาตนเองจากการเรียนรู้อยู่เสมอ และนี่เองที่ทำให้เด็ก Gen Y มีไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างกับคนรุ่นอื่นๆ อีกทั้งยังมีแนวการแต่งตัวและเลือกใช้เครื่องประดับที่เต็มไปด้วยความหลากหลายและโดดเด่น อีกทั้งยังมีรสนิยมที่เหมาะสมกับตนเองเป็นอย่างดี

แนวการแต่งตัวและเครื่องประดับของเด็ก Gen Y 1

แนวทางการแต่งตัวของเด็ก Gen Y

เรียกได้ว่าในกลุ่มของเด็ก Gen Y นั้นจะเต็มไปด้วยความหลากหลายทางด้านแฟชั่นที่ไม่มีควายตายตัว โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์แต่ก็แฝงไปด้วยรสนิยมที่หรูหรา   มีผลสำรวจพบว่า เด็ก Gen Y จะมีเสื้อผ้ามากกว่า 100 ชุด และพร้อมที่จะทิ้งเสื้อผ้าหรือขายต่อได้ทุกเมื่อถ้าหากล้าสมัยหรือมีความเชย โดยในยุคของเด็ก Gen Y นั้นจะเป็นช่วงเวลาที่เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าเป็นอย่างมาก จึงทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในเรื่องแฟชั่นสูง กล้าที่จะแสดงออกเรื่องการแต่งกาย อีกทั้งยังมีการนำแฟชั่นในอดีตมาประยุกต์ผสมผสานกลายเป็นสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นช่วงต้นยุค 80 ที่จะเป็นเสื้อผ้าแนวลายตาราง ลายหมากรุก ลายเส้นขวาง มีสีสันจัดจ้าน สดใสรวมถึงแบบสะท้อนแสงมาสวมใส่กันในปัจจุบันอย่างที่เรามักจะเห็นกันได้บ่อยในสมัยนี้

นอกจากนี้ยังนิยมเน้นการแต่งกายเป็นสีสันที่คลุมโทน เช่น สีขาว เทา ดำ แดง แต่งน้อยได้มาก หรือที่เรียกว่ามินิมอล ที่เต็มไปด้วยความเรียบหรูและมีรสนิยม นอกจากนี้ยังมีการแต่งตัวลายกราฟฟิคต่างๆที่เป็นการนำเอาลวดลายในอดีตมาประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยีในปัจจุบัน รวมไปถึงลายการ์ตูนชื่อดังต่างๆที่ยังนิยมอย่างต่อเนื่อง โดยเด็กยุค Gen Y นั้นจะมีทั้งคนที่กำลังศึกษาอยู่และคนที่อยู่ในวัยทำงาน จึงทำให้มีแนวการแต่งตัวที่หลากหลายตามสถานะของแต่ละคน

สำหรับในวัยทำงานของเด็ก Gen Y นั้นก็จะเน้นการแต่งกายที่สุภาพแต่ก็แฝงไปด้วยความมีสไตล์ มักจะเลือกแต่งกายแบบคลุมโทน หรือไม่ก็มีสีสันที่ตัดกันแต่ลงตัว โดยกางเกงมักจะเน้นที่สามารถใส่ทำงานได้ เที่ยวได้ ดูทะมัดทะแมง และไม่เคร่งครัดดูมีระเบียบเกินไป ส่วนเสื้อก็จะมีแฟชั่นลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเชิ้ต เสื้อครอป เสื้อยืดคอสี คอกลม เป็นต้น  และสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทำงานยุค Gen Y เสื้อคลุม ที่ไม่ว่าจะเป็นแจ็คเก็ตยีนส์ เสื้อคลุมหนัง หรือคาดิแกน ก็มักจะมีติดตัวไว้อยู่เสมอ ส่วนสำหรับเด็ก Gen Y ที่กำลังเรียนอยู่นั้น ก็จะเน้นการแต่งกายที่มีความสดใส มีสีสันจัดจ้าน มีอิสระและเป็นเอกลักษณ์ ดูเป็นจุดเด่น โดยทั้งหมดนี้จะมีการนำแฟชั่นของทางยุโรป ฝรั่ง หรือเกาหลี และประเทศอื่นๆเข้ามาประยุกต์และเป็นแบบอย่างในการแต่งตัวด้วย เพราะในโลกปัจจุบันนี้ที่การสื่อสารและการเรียนรู้ในโลกอินเทอร์เน็ตเปิดกว้าง จึงทำให้มีการเลียนแบบ และแนวทางในการแต่งตัวขึ้นอยู่เรื่อยๆ

แนวการแต่งตัวและเครื่องประดับของเด็ก Gen Y 2

 

เครื่องประดับของเด็ก Gen Y

สำหรับเทรนด์เครื่องประดับของเด็กยุค Gen Y นั้นจะแตกต่างจากคนในสมัยก่อนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะนิยมซื้อเครื่องประดับทองหรือทองรูปพรรณ เพื่อที่จะสวมใส่ในชีวิตประจำวันเพื่อเสริมความสวยงามและภาพลักษณ์ แต่เด็ก Gen Y มักจะซื้อเพื่อนำมาใช้ในพิธีหรือประเพณีสำคัญต่างๆ เช่น งานแต่งงาน งานหมั้น งานบวช เป็นต้น และเลือกที่จะเก็บทองรูปพรรณหรือของมีค่าไว้เป็นการออมเสียมากกว่า อีกทั้งยังมองว่าทองไม่เหมาะสมสำหรับการนำมาใช้เป็นเครื่องประดับสักเท่าไหร่ โดยในปัจจุบันนี้ คนกลุ่ม Gen Y มักจะมีเทรนด์แฟชั่นที่มีความโดดเด่น เป็นเอกลักษณ์และเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วอยู่เสมอ โดยส่วนใหญ่จะได้รับแรงบันดาลจากดารานักร้อง หรือไอดอลทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเภทเกาหลี ญี่ปุ่น หรือจีน เป็นต้น เนื่องจากเด็กยุคนี้จะได้รับวัฒนธรรมใหม่ๆมากยิ่งขึ้นผ่านทางเทคโนโลยี สื่อในอินเทอร์เน็ต โลกออนไลน์

ซึ่งในกลุ่มเด็กวัยรุ่น นักศึกษาและวัยทำงานของกลุ่ม Gen Y ทั้งผู้ชายและผู้หญิงมักจะนิยมเลือกเครื่องประดับที่สามารถมิกซ์แอนด์แมตช์กับเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย มีการอัพเดทเทรนด์อยู่เสมอ จะเน้นเครื่องประดับที่เป็นโทนสีขาว สีดำ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับเงิน เครื่องประดับทองขาว รวมไปถึงที่ตกแต่งด้วยอัญมณี และมีความหลากหลาย มีสีสันสดใสไปจนถึงแบบเรียบง่าย แต่ก็แฝงไปด้วยความมีรสนิยม โดยจะคำนึงถึงความดูดีและภาพลักษณ์เป็นหลัก

เรียกได้ว่าแนวการแต่งตัวและเครื่องประดับของเด็ก Gen Y นั้นเต็มไปด้วยความหลากหลาย มีเอกลักษณ์และความโดดเด่นพร้อมทั้งประยุกต์เข้ากับเทคโนโลยีที่ทันสมัยอย่างลงตัว

เทคนิคการสั่งซื้อของผ่านทางออนไลน์แบบง่าย ๆ ไม่โดนหลอก

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้นอย่างเช่นในปัจจุบัน จนส่งผลให้ทุกอย่างในการใช้ชีวิตรอบตัวล้วนแล้วแต่ต้องการความรวดเร็วในการใช้ชีวิตแทบทั้งสิ้น และเพราะเหตุนี้เองจึงทำให้ร้านค้าต่าง ๆ จึงได้นำสินค้าและบริการของตัวเองไปไว้บนโลกออนไลน์เพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงและซื้อขายสินค้าได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว เพื่อให้กลุ่มลูกค้าทั้งหลายสามารถเข้าถึงตัวสินค้าและเลือกซื้อ สรรหามาจับจ่ายใช้สอยกันได้จากทุกที่ทุกเวลา

การสั่งซื้อของผ่านทางออนไลน์แบบง่าย

ถึงแม้ว่าการซื้อขายสินค้าบนโลกออนไลน์จะเป็นการซื้อขายสินค้าที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นช่องทางการซื้อขายที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกคนแบบง่าย ๆ แต่ในอีกแง่มุมหนึ่งการซื้อขายบนโลกออนไลน์ก็เปรียบเสมือนดาบสองคม หากผู้ซื้อไม่รู้เท่าทัน หรือไม่ได้สืบเสาะแสวงหาข้อมูลก่อนตัดสินใจซื้อ ก็อาจโดนหลอกให้ซื้อสินค้าที่ไม่มีประสิทธิภาพได้  และสำหรับใครก็ตามที่อยากซื้อของออนไลน์ หรือซื้อของมาแล้วแต่ได้ไม่ตรงกับความต้องการ เลยอยากหาแนวทางในการเฝ้าระวังว่าทำอย่างไร วันนี้บทความของเราได้ทำการรวบรวมแนวทางสังเกตุง่าย ๆ หากไม่อยากโดนหลอกเมื่อซื้อของผ่านออนไลน์มาบอกกัน ดังต่อไปนี้

  • ตรวจชอบชื่อ เบอร์โทร หรือแหล่งที่มา ถึงประวัติในการขายสินค้า หรือบริการเพื่อให้มั่นใจได้ว่าไม่มีประวัติในการหลอกลวงผู้อื่นมาก่อน
  • ตรวจสอบสถานะการขายสินค้าว่าเป็นผู้ขายจริงหรือไม่ด้วยการทดลองสอบถามเกี่ยวกับสินค้าผ่านช่องทางที่เปิดให้สอบถามได้ เพื่อดูว่ามีการขายสินค้าจริงหรือไม่
  • ตรวจสอบกับผู้ที่เคยซื้อว่าได้รับสินค้าหรือไม่ แล้วสินค้าที่ได้รับมามีคุณภาพมากน้อยเพียงใด
  • อย่าตัดสินใจซื้อของเพราะเป็นของราคาถูก หรือลดราคาแบบพิเศษมากเกินไปเพราะในบางครั้งของราคาถูกอาจไม่ได้ตรงตามมาตรฐานและมีโอกาสโดยหลอกสูงมาก
  • อย่าตัดสินใจสั่งซื้อของทีเดียวมาก ๆ แต่ให้ลองซื้อจำนวนที่น้อย ๆ ก่อนเพื่อให้มั่นใจได้ว่าได้ของตามที่สั่งจริง
  • ตรวจสอบช่องทางการจ่ายเงินว่าเป็นการชำระผ่านช่องทางใด ทางที่ดีควรเลือกซื้อกับเจ้าของสินค้าที่มีการซื้อขายผ่านธนาคาร หรือช่องทางที่น่าเชื่อถือได้
แฟชั่นจิวเวอรี่

แฟชั่นจิวเวอรี่ของวัยรุ่นเป็นเช่นไร

วัยรุ่นเป็นวัยที่ค่อนข้างตามกระแสและให้ความสนใจกับเทรนด์แฟชั่นรวมไปถึงการแต่งตัวเสื้อผ้าและรองเท้าต่าง ๆ  แต่นั่นไม่ใช่กับจิวเวอรี่ ถึงแม้ว่าจิวเวอรี่จะจัดว่าเป็นเครื่องประดับที่สวยงามหรือมีราคาแพงแต่ก็ยังไม่เป็นที่นิยมในวัยรุ่นมากนัก เนื่องจากรูปทรงที่ดูใหญ่ แก่ และไม่สมวัยในความคิดของพวกเขา เครื่องประดับที่วัยรุ่นชื่นชอบจึงมักจะเป็นเครื่องประดับที่เป็นลูกปัดร้อย หนัง หรืออะไรก็ตามที่เป็นแฮนเมดและดูฮิป ๆ แม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าจิวเวอรี่ก็ตามที เพราะพวกเขารู้ว่าจิวเวอรี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ หรือไม่ใช่เครื่องประดับที่จำเป็นและที่น่ามองหาสักเท่าไหร่ หากจำเป็นจะต้องซื้อจิวเวอรี่สักชิ้นหนึ่ง พวกเขาจะเลือกจิวเวอรี่ให้เข้ากับเสื้อผ้ามากกว่าจะเลือกเสื้อผ้าให้เข้ากับจิวเวอรี่ อีกทั้ง ผู้ปกครองเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยนักกับการเลือกซื้อจิวเวอรี่หรือให้วัยรุ่นใส่จิวเวอรี่ราคาแพง ซึ่งมาจากการไม่รักษาของ ไม่เห็นค่า และยังตกเป็นเป้าสายตาจากการถูกทำร้ายแย่งชิงจากมิจฉาชีพนั่นเอง

 

แต่ถามว่าวัยรุ่นจะเมินจิวเวอรี่ไปเลยไหมก็คงจะไม่ใช่ทีเดียวนัก เพราะมีหลายแบรนด์สินค้าอยู่เหมือนกันที่ปรับตัว ไม่ว่าจะรูปทรง ราคา และหมั่นสร้างกระแสให้กลุ่มวัยรุ่นตื่นตาตื่นใจกับจิวเวอรี่รูปแบบใหม่ เพื่อทำให้พวกเขารู้สึกว่าจิวเวอรี่ก็ไม่ได้แย่หรือดูแก่ไปเสียหมด แล้วอะไรล่ะที่เป็นตัวกำหนดว่านี่ล่ะคือเทรนด์จิวเวอรี่ในสายตาของพวกเขาที่พวกเขาจะต้องหามาครอบครองให้ได้ หรือนี่คือจิวเวอรี่ที่วัยรุ่นต่างกำลังมองหาและเป็นที่พูดถึง นั่นก็คือ ความโดดเด่นและสะดุดตา ของจิวเวอรี่นั่นเอง ที่วัยรุ่นจะให้ความสนใจมากกว่าราคา ซึ่งอาจจะมาจากการการแต่งตัวและสวมใส่จิวเวอรี่ของศิลปินดาราต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการจิวเวอรี่เป็นผู้สนับสนุนอยู่ลับ ๆ อยู่ก็เป็นได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่มันดูเก๋ ดูฮิป และดูแพงขึ้นมาสายตาวัยรุ่นเมื่อใด รับรองว่าเปรี้ยงและเป็นกระแสที่จะทำให้วัยรุ่นต้องไปต่อคิวซื้อหรือหาทางขวนขวายมาครอบครองอย่างแน่นอน

เลือกซื้อเครื่องประดับ

การเลือกซื้อเครื่องประดับให้เข้ากับบุคลิกของตน

เครื่องประดับถือได้ว่าเป็นของสวยงามที่มีไว้ประดับตกแต่งตัวตนของเรานอกเหนือเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายทั่วไป ซึ่งลักษณะหรือประเภทของเครื่องประดับยังสามารถบ่งบอกความเป็นตัวตนหรือรสนิยมของเราได้เป็นอย่างดี แต่ก็มีหลายคนนะที่คิดว่าการใส่เครื่องประดับคือการแสดงฐานะอันมั่งมี แต่ที่จริงแล้วมันไม่ใช่ เพราะเครื่องประดับไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของที่มีราคาแพงหรือสวยงามเสมอไป เครื่องประดับมีไว้เพื่อช่วยเน้นทำให้สัดส่วนที่เราต้องการเป็นจุดเด่นเน้นชัดหรือพรางข้อบกพร่องให้น้อยลงต่างหากล่ะ นอกจากนี้แล้ว การเลือกซื้อเครื่องประดับยังเป็นการเพิ่มความคิดสร้างสรรค์ รู้สึกสนุกสนานที่ต้องเลือกเครื่องประดับสวมใส่ออกไปข้างนอก ไม่ทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย แถมยังช่วยเสริมบุคลิกและความมั่นใจของผู้ที่แต่งกายอีกด้วย ดังนั้น การเลือกใส่เครื่องประดับที่เหมาะสมก็จะช่วยส่งเสริมขับบุคลิกเฉพาะตัวให้โดนเด่น หรือปรับเปลี่ยนบุคลิกภาพให้เป็นไปตามที่ต้องการได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่น

 

คนเคร่งขรึม การแต่งตัวโดยส่วนมากจะชอบโทนสีเรียบ เช่น ขาว ดำ เทา น้ำเงิน เน้นความเรียบง่าย จึงเหมาะกับเครื่องประดับเรียบหรูมีดีเทลเล็กน้อยที่น่าค้นหา นิยามสั้น ๆ ได้ว่า เรียบง่ายแต่ดูแพง ใครที่นิยมสไตล์แบบนี้ ควรเลือกสวมเครื่องประดับที่ทำมาจากเพชรหรือมุก และควรใส่เครื่องประดับเพียงชิ้นเดียวเพื่อเสริมสร้างความโดดเด่นอย่างชัดเจน เช่น ต่างหู แหวน นาฬิกา เป็นต้น

 

คนน่ารักอ่อนหวาน ควรเน้นเครื่องประดับพลิ้ว ๆ สีพาสเทล ช่วยขับให้ดูเป็นคนอ่อนหวานและอ่อนโยนมากขึ้น เครื่องประดับที่สวมใส่ไม่ควรมีขนาดใหญ่ หรือมีรูปทรงที่แข็งกระด้าง หรือเป็นเส้นตรง ควรเป็นรูปทรงที่มีความโค้งและดูพลิ้วไหว ทำให้รู้สึกสบายตา สีสันที่ใช้ควรเป็นสีโทนเย็น หวาน ๆ เช่น ม่วง ชมพู ฟ้า หรือจะเป็นสีขาวนวลของไข่มุกก็ได้เหมือนกัน แต่ถ้าให้แนะนำควรมีเข้ม ๆ ตัดบ้าง เพราะจะทำให้ถึงดูเป็นคนอ่อนหวานแต่ก็ไม่ถึงกับดูอ่อนแอมากนัก

 

คนสนุกสนานร่าเริง คนที่มีความสดใส อยู่ไม่นิ่งพลังเหลือล้น มีความกระตือรือร้นตลอดเวลา เครื่องประดับที่เหมาะจึงเป็นเครื่องประดับที่มีลูกเล่น กระจุกกระจิก ดูพลิ้วไหวไปได้ตามการเคลื่อนที่ของร่างกาย อย่างเช่น สร้อยคอ กำไล หรือ ต่างหู ที่มีสีสันสดใส หรือมีเสียงดังกรุ๊งกริ๊ง  เป็นต้น

 

คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง มักมีความเป็นตัวของตัวเองสูงและชอบอะไรที่ไม่เหมือนใคร การเลือกเครื่องประดับนั้นจึงต้องมีความทันสมัย ดูแปลกใหม่ สร้างความประหลาดใจแก่ผู้ที่พบเห็น สามารถผสมผสานสีสัน ความคลาสสิก และความทันสมัยได้อย่างลงตัว เครื่องประดับที่เหมาะที่เลือกใส่มักมีความหมายเฉพาะตัวที่เหมาะกับตัวบุคคล คนที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงมักจะเลือกเครื่องประดับค่อนข้างยากเพราะจะเน้นความเป็นปัจเจกบุคคลสูง

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเลือกเครื่องประดับคือเราต้องชอบ เมื่อสวมใส่ทำให้เกิดมั่นใจ และเข้ากับชุดเสื้อสไตล์การแต่งตัว ไม่ทำให้เกะกะ หรือทำให้เคลื่อนไหวลำบากจนเกินไป